'I Know' กับ 'I See' กับ 'Got It': การแสดงว่าคุณเข้าใจ
ทำไมวลีนี้จึงยุ่งยาก
เมื่อมีคนอธิบายอะไรบางอย่างให้คุณฟัง คุณย่อมอยากแสดงว่าคุณกำลังติดตามเรื่องอยู่ สามวิธีที่พบบ่อยที่สุดในการทำเช่นนั้นคือ 'I know', 'I see' และ 'got it' ทั้งสามดูเหมือนมีความหมายเดียวกัน ผู้เรียนจึงมักเลือกอันที่นึกออกก่อน
ปัญหาคือทั้งสามวลีให้ความรู้สึกกับผู้ฟังไม่เหมือนกัน วลีหนึ่งอาจฟังดูใจร้อนเล็กน้อย วลีหนึ่งฟังดูสงบและเปิดกว้าง อีกวลีหนึ่งฟังดูรวดเร็วและไม่เป็นทางการ การเลือกผิดวลีอาจทำให้บทสนทนาที่เป็นมิตรรู้สึกแปลก ๆ ไปนิด แม้คำพูดของคุณจะถูกต้องในทางเทคนิคก็ตาม
ข่าวดีคือความแตกต่างนี้เรียนรู้ได้ง่ายเมื่อคุณได้ยินมันอย่างชัดเจน
สิ่งที่คนมักต้องการสื่อ
เมื่อผู้เรียนใช้วลีเหล่านี้ โดยทั่วไปพวกเขาต้องการสื่อความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:
- ฉันกำลังฟังและติดตามคุณอยู่
- ข้อมูลนี้เป็นเรื่องใหม่และมีประโยชน์สำหรับฉัน
- ฉันมีข้อมูลนี้อยู่แล้ว
- ฉันพร้อมให้คุณพูดต่อ
ความตั้งใจมักจะสุภาพเสมอ ปัญหาคือแต่ละวลีส่งสัญญาณความคิดเหล่านี้ในแบบที่ต่างกันเล็กน้อย
มันอาจฟังดูเป็นอย่างไร
'I know' มักแฝงความหมายซ่อนเร้น มันอาจสื่อว่า "คุณไม่จำเป็นต้องบอกฉันเรื่องนั้นหรอก" หรือ "หยุดอธิบายได้แล้ว" แม้จะใช้น้ำเสียงที่เป็นมิตร มันก็อาจฟังดูใจร้อนเล็กน้อย โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายกำลังพยายามช่วยเหลือ
'I see' ฟังดูสงบและพร้อมรับฟัง มันบอกผู้พูดว่าข้อมูลนั้นเข้าถึงคุณแล้วและคุณกำลังประมวลผลอยู่ มันแทบไม่ก่อปัญหาเลย
'Got it' สั้นและมั่นใจ มันฟังดูกระชับและเป็นมิตรในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการและการสื่อสารงานแบบรวดเร็ว แต่มันอาจรู้สึกห้วนไปนิดในบทสนทนาที่ช้าและพิถีพิถัน หรือเมื่อมีคนเพิ่งอธิบายอะไรยาว ๆ จบและอาจอยากได้คำตอบที่เต็มกว่านี้
ทางเลือกที่ดีกว่า
คุณไม่จำเป็นต้องใช้วลีมากมาย คุณแค่ต้องจับคู่วลีให้ตรงกับความหมายที่แท้จริงของคุณ
| ถ้าคุณหมายถึง... | ลองพูดว่า... | น้ำเสียง |
|---|---|---|
| ฉันกำลังติดตามคำอธิบายของคุณ | I see | สงบ เปิดกว้าง |
| ขอบคุณ นั่นช่วยได้มาก | That makes sense, thanks | อบอุ่น |
| ฉันรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว | Right, I had heard that | นุ่มนวล ไม่เมินเฉย |
| ฉันเข้าใจและพร้อมไปต่อ | Got it | รวดเร็ว เป็นมิตร |
| ฉันอยากยืนยันว่าฉันเข้าใจถูกต้อง | So just to check, you mean... | รอบคอบ สุภาพ |
ตัวอย่างสั้น ๆ
เพื่อนร่วมงานอธิบายขั้นตอนการทำงาน
เสี่ยงกว่า: "I know."
ราบรื่นกว่า: "I see, that makes sense."
เพื่อนเล่าข่าวที่คุณได้ยินมาแล้ว
เสี่ยงกว่า: "I know, you told me."
ราบรื่นกว่า: "Oh right, I think I heard that. Good news though."
ครูอธิบายงานจบ
รวดเร็วแต่ใช้ได้ในห้องเรียน: "Got it, thanks."
เต็มและอบอุ่นกว่า: "Got it. So we start with the first part, right?"
พนักงานบริการลูกค้าอธิบายขั้นตอนต่อไป
เสี่ยงในการโทรที่ช้า: "I know."
ราบรื่นกว่า: "Okay, I see. Thank you."
กฎง่าย ๆ
ใช้ 'I see' เพื่อแสดงว่าคุณกำลังติดตามอยู่ ใช้ 'got it' เพื่อแสดงว่าคุณพร้อมไปต่อ และเก็บ 'I know' ไว้ใช้ในจังหวะที่คุณจำเป็นต้องบอกจริง ๆ ว่าข้อมูลนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่
ฝึกฝน: เลือกน้ำเสียงที่ดีกว่า
เพื่อนร่วมงานอธิบายวิธีกรอกแบบฟอร์มอย่างพิถีพิถัน คุณเข้าใจทุกขั้นตอน คุณพูดว่า:
- A. I know.
- B. Got it, thanks for walking me through it.
- C. Yes, obviously.
Answer: B — ประโยคนี้ยืนยันความเข้าใจและขอบคุณผู้พูดโดยไม่ฟังดูใจร้อน
เพื่อนเล่าเรื่องหนังที่คุณดูไปแล้วให้ฟัง คุณอยากเป็นมิตร คุณพูดว่า:
- A. I know, I already saw it.
- B. Oh nice, I actually saw that one too. What did you think?
- C. I see.
Answer: B — ประโยคนี้บอกว่าคุณรู้อยู่แล้วโดยไม่ปิดบทสนทนา
ผู้จัดการของคุณอธิบายเรื่องยาว ๆ จบและดูเหมือนอยากได้คำตอบที่จริงจัง คุณพูดว่า:
- A. Got it.
- B. I know.
- C. I see what you mean. So the priority is the first task, right?
Answer: C — ประโยคนี้แสดงว่าคุณประมวลผลคำอธิบายแล้วและชวนให้ยืนยัน
