วลีภาษาอังกฤษสำหรับปัญหาในชีวิตประจำวัน: Get Out of Hand, Take a Toll และ Fall Through
ปัญหาเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปกติของชีวิตประจำวัน และภาษาอังกฤษมีวลีมากมายสำหรับบรรยายปัญหาเหล่านั้น เมื่อแผนผิดพลาด เมื่อความเครียดสะสมขึ้น หรือเมื่อสถานการณ์ยากที่จะควบคุม เจ้าของภาษามักหยิบสำนวนสั้น ๆ มาใช้แทนคำธรรมดา
วลีเหล่านี้ปรากฏในการสนทนาแบบลำลอง ในการพูดคุยในที่ทำงาน ในข่าว และในเรื่องราวต่าง ๆ สำหรับผู้เรียนที่เตรียมสอบ TOEIC, TOEFL, IELTS หรือการอ่านและการฟังในโลกจริง การเข้าใจวลีเหล่านี้ช่วยให้คุณติดตามได้ว่าปัญหาเริ่มต้น เติบโต และได้รับการแก้ไขอย่างไร นี่คือห้าวลีที่พบบ่อยสำหรับการพูดถึงปัญหาในชีวิตประจำวัน
Run into Trouble
ความหมายตามตัวอักษร
เมื่อแปลทีละคำ "run into trouble" ฟังดูเหมือนการวิ่งแล้วชนกับบางสิ่งที่เรียกว่า "trouble" ในเชิงกายภาพ เมื่อแปลตามตัวอักษร วลีนี้สื่อถึงการชน เนื่องจากปัญหาไม่ใช่วัตถุแข็งที่คุณชนได้
ความหมายที่ใช้จริง
ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ "run into trouble" หมายถึงการเจอปัญหาหรือความยากลำบากอย่างกะทันหัน ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด วลีนี้บรรยายช่วงเวลาที่บางสิ่งเริ่มผิดพลาดในระหว่างแผนหรือกิจกรรม
ที่มาหรือภูมิหลัง
วลีนี้ค่อนข้างเข้าใจได้ตรง ๆ มากกว่าจะเป็นสำนวนที่ซ่อนความหมาย "run into" ถูกใช้มานานเพื่อหมายถึงการเจอบางสิ่งโดยบังเอิญ เช่นใน "run into a friend" เมื่อรวมกับ "trouble" จึงกลายเป็นวิธีทั่วไปในการบรรยายการเจอปัญหา
บริบทที่พบบ่อย
คุณจะได้ยินวลีนี้ในการสนทนาแบบลำลองและในการพูดคุยในที่ทำงานเรื่องโครงการและแผนงาน วลีนี้ไม่เป็นทางการแต่เป็นกลาง จึงเหมาะกับทั้งบรรยากาศแบบเป็นกันเองและแบบมืออาชีพ
ตัวอย่าง
"The team ran into trouble when the delivery arrived late and the schedule fell apart."
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
ทีมมีแผนที่มีกำหนดการตายตัว การจัดส่งที่ล่าช้าก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดและทำให้ไม่สามารถรักษากำหนดเวลาเดิมไว้ได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ผู้เรียนบางครั้งพูดว่า "run to trouble" หรือ "run in trouble" วลีที่ถูกต้องใช้ "into" และการเปลี่ยนคำบุพบททำให้ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ
Get Out of Hand
ความหมายตามตัวอักษร
เมื่อแปลทีละคำ "get out of hand" ฟังดูเหมือนบางสิ่งที่หลุดออกจากมือของคนในเชิงกายภาพ เมื่อแปลตามตัวอักษร วลีนี้บรรยายการทำของตกหรือการปล่อยวัตถุ ไม่ใช่สถานการณ์
ความหมายที่ใช้จริง
ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ "get out of hand" หมายถึงการกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ วลีนี้บรรยายสถานการณ์ที่เติบโตจนใหญ่เกินไป รุนแรงเกินไป หรือร้ายแรงเกินกว่าที่ใครจะจัดการได้ง่าย ๆ
ที่มาหรือภูมิหลัง
ที่มาที่แน่ชัดยังไม่ชัดเจน วลีนี้ต่อยอดจากภาพของการถือบางสิ่งไว้ "in hand" ซึ่งหมายถึงการอยู่ภายใต้การควบคุม เมื่อบางสิ่งหลุดออกจากมือ คุณก็สูญเสียการควบคุม และภาพนั้นกลายมาเป็นความหมายในชีวิตประจำวัน
บริบทที่พบบ่อย
วลีนี้ปรากฏในการสนทนาแบบลำลองและในการพูดคุยในที่ทำงานเรื่องปัญหา เหตุการณ์ และพฤติกรรม วลีนี้ไม่เป็นทางการแต่ใช้กันอย่างกว้างขวาง จึงเหมาะกับการพูดคุยทั้งแบบเป็นกันเองและแบบมืออาชีพ
ตัวอย่าง
"The small disagreement got out of hand and turned into a loud argument."
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
สิ่งที่เริ่มต้นจากความขัดแย้งเล็กน้อยกลับเลวร้ายลงมาก มันกลายเป็นใหญ่และรุนแรงกว่าที่คาดไว้ และจบลงด้วยการโต้เถียงที่เสียงดังและควบคุมได้ยาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ผู้เรียนบางครั้งพูดว่า "out of hands" โดยใช้รูปพหูพจน์ รูปแบบที่ตายตัวใช้คำเอกพจน์ "hand" และการเติม "s" ทำให้สำนวนเสียไป
Take a Toll
ความหมายตามตัวอักษร
เมื่อแปลทีละคำ "take a toll" ฟังดูเหมือนการเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ขับขี่จ่ายเพื่อใช้ถนนบางสาย เมื่อแปลตามตัวอักษร วลีนี้ชี้ไปยังเรื่องเงิน ไม่ใช่อันตรายหรือความเครียด
ความหมายที่ใช้จริง
ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ "take a toll" หมายถึงการก่อให้เกิดความเสียหาย อันตราย หรือความเครียดเมื่อเวลาผ่านไป วลีนี้บรรยายต้นทุนที่ค่อย ๆ สะสมอย่างช้า ๆ ที่สถานการณ์ยากลำบากมีต่อผู้คน สุขภาพ หรือสิ่งของ
ที่มาหรือภูมิหลัง
วลีนี้มาจากความคิดเรื่องค่าผ่านทางในฐานะการชำระเงินที่จำเป็น เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พูดภาษาอังกฤษขยายภาพนั้น ประสบการณ์ที่ยากลำบากดูเหมือนเรียกร้อง "การชำระเงิน" ในรูปของพลังงาน สุขภาพ หรือความเป็นอยู่ที่ดี
บริบทที่พบบ่อย
คุณจะได้ยินวลีนี้ในการสนทนาแบบลำลองและในการพูดคุยที่จริงจังเรื่องสุขภาพ การงาน และความเครียด วลีนี้ค่อนข้างเป็นกลาง จึงใช้ได้ทั้งในบริบทแบบเป็นกันเองและแบบทางการ
ตัวอย่าง
"The long hours and constant pressure began to take a toll on her health."
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
ผู้หญิงคนนั้นทำงานเป็นเวลานานมากและเครียด เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นค่อย ๆ ทำลายสุขภาพและพลังงานของเธอ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ผู้เรียนบางครั้งพูดว่า "take a toll to" หรือลืมคำว่า "on" รูปแบบที่เป็นธรรมชาติคือ "take a toll on" ตามด้วยคนหรือสิ่งที่ได้รับผลกระทบ
Fall Through
ความหมายตามตัวอักษร
เมื่อแปลทีละคำ "fall through" ฟังดูเหมือนวัตถุที่ตกผ่านรูหรือช่องว่างในเชิงกายภาพ เมื่อแปลตามตัวอักษร วลีนี้บรรยายสิ่งของที่ตกลงไปข้างล่าง ไม่ใช่แผนการ
ความหมายที่ใช้จริง
ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ "fall through" หมายถึงการไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้วางแผนหรือจัดเตรียมไว้แล้ว วลีนี้บรรยายแผน ข้อตกลง หรือการจัดเตรียมที่ล้มเหลวก่อนจะเสร็จสมบูรณ์
ที่มาหรือภูมิหลัง
ที่มาที่แน่ชัดยังไม่ชัดเจน วลีนี้น่าจะเติบโตมาจากภาพของบางสิ่งที่ตกผ่านช่องว่างแล้วหายไป จึงไม่เคยไปถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ภาพนั้นเข้ากันได้ดีกับแผนที่ล้มเหลวไปอย่างเงียบ ๆ
บริบทที่พบบ่อย
วลีนี้ปรากฏในการสนทนาแบบลำลองและในการพูดคุยในที่ทำงานเรื่องแผนงาน ข้อตกลง และการจอง วลีนี้ไม่เป็นทางการแต่เป็นกลาง จึงใช้ได้สบายทั้งในการพูดคุยแบบเป็นกันเองและแบบมืออาชีพ
ตัวอย่าง
"We had booked a trip, but it fell through when the flights were canceled."
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
กลุ่มได้จัดเตรียมและจองทริปไว้แล้ว เมื่อเที่ยวบินถูกยกเลิก แผนทั้งหมดก็ล้มเหลวและทริปนั้นไม่ได้เกิดขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ผู้เรียนบางครั้งสับสน "fall through" กับ "fall down" "fall down" บรรยายการตกในเชิงกายภาพ ในขณะที่ "fall through" บรรยายแผนที่ล้มเหลว
Sort Something Out
ความหมายตามตัวอักษร
เมื่อแปลทีละคำ "sort something out" ฟังดูเหมือนการแยกสิ่งของออกเป็นกลุ่ม ในแบบที่คุณคัดแยกเอกสารหรือเสื้อผ้า เมื่อแปลตามตัวอักษร วลีนี้บรรยายเพียงการจัดระเบียบสิ่งของเท่านั้น
ความหมายที่ใช้จริง
ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ "sort something out" หมายถึงการจัดการกับปัญหาและแก้ไขมัน หรือการจัดระเบียบสถานการณ์ที่สับสนให้ดำเนินไปได้อย่างเหมาะสม วลีนี้บรรยายการแก้ไขหรือการจัดการเรื่องราวให้เข้าที่
ที่มาหรือภูมิหลัง
วลีนี้ค่อนข้างเข้าใจได้ตรง ๆ มากกว่าจะเป็นสำนวนที่ซ่อนความหมาย วลีนี้เติบโตมาจากความหมายพื้นฐานของ "sort" ซึ่งคือการจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ เมื่อเวลาผ่านไป "sort out" กลายเป็นวิธีทั่วไปในการบรรยายการจัดปัญหาให้เข้าที่
บริบทที่พบบ่อย
คุณจะได้ยินวลีนี้ในการสนทนาแบบลำลองและในการพูดคุยในที่ทำงานทั่วไป วลีนี้ไม่เป็นทางการแต่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษแบบบริติช และเหมาะกับการพูดคุยทั้งแบบเป็นกันเองและแบบมืออาชีพ
ตัวอย่าง
"Do not worry about the billing error - I will call the company and sort it out."
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
มีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับใบเรียกเก็บเงิน ซึ่งก่อให้เกิดความกังวล ผู้พูดสัญญาว่าจะติดต่อบริษัท จัดการกับข้อผิดพลาด และแก้ไขสถานการณ์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ผู้เรียนบางครั้งพูดว่า "sort out something" โดยเรียงคำผิดลำดับ หรือละกรรมของประโยคไป เมื่อใช้กับคำสรรพนาม ต้องแยกคำ เช่น "sort it out" ไม่ใช่ "sort out it"
บทสรุป
วลีทั้งห้านี้ ได้แก่ run into trouble, get out of hand, take a toll, fall through และ sort something out บรรยายชีวิตทั้งหมดของปัญหาในชีวิตประจำวัน วลีเหล่านี้ครอบคลุมการเจอปัญหา การเฝ้าดูมันเติบโต การรู้สึกถึงต้นทุนของมัน การเห็นแผนล้มเหลว และในที่สุดการแก้ไขเรื่องราว
เพื่อเรียนรู้วลีเหล่านี้ให้ดี ให้ติดตามเรื่องราวของปัญหาทุกครั้งที่คุณอ่านหรือฟัง สังเกตว่าปัญหาเริ่มต้นที่ไหน เปลี่ยนแปลงอย่างไร และผู้คนตอบสนองอย่างไร การเชื่อมโยงแต่ละวลีกับขั้นตอนที่ชัดเจนของปัญหาจะช่วยให้คุณเข้าใจบทสนทนาจริงและบรรยายความท้าทายของตัวเองด้วยภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ
