วลีสำหรับการโต้วาทีและเรียงความที่พบบ่อย: Argue Against, Raise an Objection และ Reach a Conclusion

วลีสำหรับการโต้วาทีและเรียงความที่พบบ่อย: Argue Against, Raise an Objection และ Reach a Conclusion

เรียงความเชิงวิชาการและบทอ่านข้อสอบจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเหมือนบทสนทนา ผู้เขียนนำเสนอแนวคิดหนึ่ง อีกมุมมองหนึ่งโต้กลับ ข้อคัดค้านปรากฏขึ้น และสุดท้ายก็ได้ข้อสรุป หากคุณสามารถติดตามโครงสร้างนั้นได้ บทอ่านก็จะเข้าใจง่ายขึ้นมาก

บทความนี้อธิบายวลีห้าวลีที่บ่งบอกขั้นตอนของการโต้วาทีและการเขียนเรียงความ วลีเหล่านี้บรรยายว่าแนวคิดถูกท้าทาย ปกป้อง และสรุปอย่างไร เป้าหมายคือการเข้าใจภาษาในฐานะชุดเครื่องมือ ไม่ใช่การเข้าข้างฝ่ายใดหรือเรียนรู้วิธี "เอาชนะ" เมื่อคุณจดจำวลีเหล่านี้ได้ คุณก็สามารถมองเห็นรูปร่างของการให้เหตุผลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยทั้งความเข้าใจในการอ่านและคำถามในข้อสอบ

Argue Against

ความหมายตามตัวอักษร

การ "argue" คือการให้เหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้านบางสิ่ง คำบุพบท "against" ชี้ไปยังการต่อต้าน เมื่อรวมกัน "argue against" ตามตัวอักษรหมายถึงการให้เหตุผลในการต่อต้านบางสิ่ง

ความหมายที่ใช้จริง

"Argue against" หมายถึงการนำเสนอเหตุผลที่ต่อต้านแนวคิด ข้อกล่าวอ้าง หรือข้อเสนอหนึ่งโดยเฉพาะ มันส่งสัญญาณว่าผู้เขียนหรือผู้พูดกำลังเข้าข้างฝ่ายตรงข้ามและอธิบายว่าทำไม

ที่มาหรือภูมิหลัง

วลีนี้เป็นวลีที่มีความหมายโปร่งใสและประกอบขึ้นตามความหมายของคำ คำนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาในเรียงความและการโต้วาทีที่เป็นมาตรฐาน เพราะการเขียนมักต้องแสดงการต่อต้านที่ชัดเจนระหว่างมุมมอง "Argue against" ระบุการต่อต้านนั้นอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง

บริบทที่พบบ่อย

วลีนี้ปรากฏในเรียงความ บทความแสดงความคิดเห็น และบทอ่านข้อสอบที่นำเสนอสองด้านของการโต้วาที คำนี้ค่อนข้างเป็นทางการ

ตัวอย่าง

"Some economists argue against the new tax, saying it could slow small business growth."

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

ประโยคนี้บอกผู้อ่านว่านักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้คัดค้านภาษีใหม่และให้เหตุผลสำหรับการคัดค้านนั้น มันรายงานจุดยืนของพวกเขาโดยไม่ตัดสินว่าพวกเขาถูกต้องหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ผู้เรียนบางครั้งเขียน "argue to" หรือ "argue with" เมื่อหมายถึง "argue against" "Argue with someone" หมายถึงการมีข้อพิพาท ในขณะที่ "argue against an idea" หมายถึงการต่อต้านแนวคิดนั้นด้วยเหตุผล ให้เลือกคำบุพบทที่ตรงกับความหมายของคุณ

Raise an Objection

ความหมายตามตัวอักษร

การ "raise" คือการยกบางสิ่งขึ้นเพื่อให้มองเห็นได้ "Objection" คือเหตุผลของการไม่เห็นด้วย ตามตัวอักษร "raise an objection" หมายถึงการยกประเด็นของการไม่เห็นด้วยขึ้นเพื่อให้คนอื่นสังเกตเห็น

ความหมายที่ใช้จริง

"Raise an objection" หมายถึงการนำเสนอเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงในการไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหรือข้อเสนอหนึ่ง มันส่งสัญญาณว่าใครสักคนกำลังเสนอข้อกังวลที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการ

ที่มาหรือภูมิหลัง

ที่มาแน่ชัดยังไม่กระจ่าง แต่ "raise" ถูกใช้สำหรับการเสนอประเด็นในการถกมานานแล้ว เช่นใน "raise a question" การจับคู่คำนี้กับ "objection" กลายเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติในการบรรยายการเสนอการไม่เห็นด้วยอย่างเป็นทางการ และพบบ่อยในงานเขียนเกี่ยวกับการโต้วาที

บริบทที่พบบ่อย

วลีนี้ปรากฏในเรียงความ รายงาน และบทอ่านข้อสอบที่ถกประเด็นการโต้วาทีหรือข้อเสนอ คำนี้เป็นทางการและส่งสัญญาณบอกการถกที่เป็นระเบียบ

ตัวอย่าง

"During the review, one committee member raised an objection about the project timeline."

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

ประโยคนี้บอกผู้อ่านว่ากรรมการคนหนึ่งเสนอข้อกังวลที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับกรอบเวลาของโครงการ ข้อคัดค้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการถกแล้วและอาจต้องการการตอบกลับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ผู้เรียนบางครั้งเขียน "make an objection" หรือ "say an objection" การจับคู่คำมาตรฐานคือ "raise an objection" นอกจากนี้ ข้อคัดค้านควรเฉพาะเจาะจง ดังนั้นหลีกเลี่ยงการใช้วลีนี้สำหรับความรู้สึกไม่ชอบที่คลุมเครือ

Counter the Claim

ความหมายตามตัวอักษร

การ "counter" คือการกระทำต่อต้านบางสิ่งหรือตอบสนองในทิศทางตรงข้าม "Claim" คือข้อความที่นำเสนอในฐานะความจริง ตามตัวอักษร "counter the claim" หมายถึงการตอบสนองในทางต่อต้านข้อกล่าวอ้างที่ระบุไว้

ความหมายที่ใช้จริง

"Counter the claim" หมายถึงการตอบสนองต่อข้อกล่าวอ้างหนึ่งด้วยการให้เหตุผลหรือหลักฐานที่ตรงข้าม มันส่งสัญญาณว่าผู้เขียนกำลังตอบและท้าทายข้อความที่เฉพาะเจาะจงซึ่งกล่าวไว้ก่อนหน้าโดยตรง

ที่มาหรือภูมิหลัง

"Counter" มาจากรากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่า "ต่อต้าน" เมื่อภาษาในเรียงความและการโต้วาทีพัฒนาขึ้น "counter the claim" กลายเป็นวลีที่มีประโยชน์ เพราะการให้เหตุผลที่ดีมักตอบสนองทีละประเด็น มันบ่งบอกการตอบกลับโดยตรง มากกว่าการไม่เห็นด้วยแบบทั่วไป

บริบทที่พบบ่อย

วลีนี้ปรากฏในเรียงความเชิงโต้แย้ง บทวิจารณ์เชิงวิพากษ์ และบทอ่านข้อสอบที่นำเสนอการถกแบบโต้ตอบไปมา คำนี้เป็นทางการ

ตัวอย่าง

"The second author counters the claim by presenting data from a much larger group of participants."

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

ประโยคนี้บอกผู้อ่านว่าผู้เขียนคนที่สองตอบสนองต่อข้อกล่าวอ้างก่อนหน้าโดยตรง และใช้ข้อมูลที่กว้างกว่าเพื่อท้าทายมัน มันบรรยายว่าการตอบกลับทำขึ้นอย่างไร ไม่ใช่ว่าฝ่ายใดถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ผู้เรียนบางครั้งใช้ "counter the claim" ทั้งที่ไม่มีข้อกล่าวอ้างที่เฉพาะเจาะจงระบุไว้ วลีนี้ต้องการข้อกล่าวอ้างที่ชัดเจนและระบุได้เพื่อตอบสนอง หากมีเพียงหัวข้อทั่วไป ให้ใช้ "respond to the argument" แทน

Reach a Conclusion

ความหมายตามตัวอักษร

การ "reach" คือการไปถึงจุดหมายปลายทาง "Conclusion" คือจุดสิ้นสุดของการให้เหตุผล ตามตัวอักษร "reach a conclusion" หมายถึงการไปถึงจุดสิ้นสุดของแนวความคิดหนึ่ง

ความหมายที่ใช้จริง

"Reach a conclusion" หมายถึงการไปถึงการตัดสินใจหรือการตัดสินขั้นสุดท้ายหลังจากพิจารณาหลักฐานและการให้เหตุผล มันส่งสัญญาณบอกจุดสิ้นสุดของการถกหรือเรียงความ

ที่มาหรือภูมิหลัง

วลีนี้เป็นวลีที่มีความหมายโปร่งใส สร้างขึ้นจากคำที่ใช้กันทั่วไป คำนี้กลายเป็นมาตรฐานในงานเขียนเชิงวิชาการ เพราะเรียงความและการศึกษาต้องแสดงว่าตนเคลื่อนจากหลักฐานไปสู่จุดสุดท้ายอย่างไร "Reach a conclusion" ระบุขั้นตอนสุดท้ายนั้นอย่างชัดเจน

บริบทที่พบบ่อย

วลีนี้ปรากฏในเรียงความ บทความวิจัย และบทอ่านข้อสอบ มักอยู่ใกล้จุดจบของการถก คำนี้เป็นทางการและเป็นกลาง

ตัวอย่าง

"After comparing both methods, the researchers reached a conclusion about which one saved more time."

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

ประโยคนี้บอกผู้อ่านว่า หลังจากเปรียบเทียบวิธีการต่าง ๆ นักวิจัยไปถึงการตัดสินขั้นสุดท้าย "Reach a conclusion" บ่งบอกจุดสิ้นสุดของกระบวนการให้เหตุผลของพวกเขา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ผู้เรียนบางครั้งเขียน "make a conclusion" หรือ "do a conclusion" การจับคู่คำมาตรฐานคือ "reach a conclusion" หรือ "draw a conclusion" การใช้ "make" ในที่นี้ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติสำหรับผู้อ่านที่เป็นเจ้าของภาษา

Back Up an Argument

ความหมายตามตัวอักษร

การ "back up" บางสิ่งคือการยืนอยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนมัน "Argument" คือชุดของเหตุผล ตามตัวอักษร "back up an argument" หมายถึงการยืนอยู่เบื้องหลังชุดของเหตุผลและสนับสนุนมัน

ความหมายที่ใช้จริง

"Back up an argument" หมายถึงการสนับสนุนการให้เหตุผลด้วยหลักฐาน ตัวอย่าง หรือเหตุผล มันส่งสัญญาณว่าข้อกล่าวอ้างหนึ่งไม่ได้ถูกปล่อยให้อยู่ลำพัง แต่ถูกทำให้หนักแน่นขึ้นด้วยเนื้อหาที่ทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น

ที่มาหรือภูมิหลัง

ที่มาแน่ชัดยังไม่กระจ่าง แต่ "back" เชื่อมโยงกับการสนับสนุนมานานแล้ว เช่นใน "have someone's back" เมื่อภาษาในเรียงความพัฒนาขึ้น "back up an argument" กลายเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการบรรยายการเพิ่มหลักฐานให้แก่ข้อกล่าวอ้าง

บริบทที่พบบ่อย

วลีนี้ปรากฏในเรียงความ คู่มือการเรียน และบทอ่านข้อสอบเกี่ยวกับการเขียน คำนี้ออกไปทางไม่เป็นทางการเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ "support an argument" แต่ก็ยังเป็นที่ยอมรับในบริบทเชิงวิชาการส่วนใหญ่

ตัวอย่าง

"The essay backs up its argument with several clear examples from everyday life."

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

ประโยคนี้บอกผู้อ่านว่าเรียงความไม่ได้เพียงระบุการให้เหตุผลของตน แต่ทำให้มันหนักแน่นขึ้นด้วยตัวอย่างในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเหล่านั้นทำให้การให้เหตุผลน่าเชื่อถือมากขึ้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ผู้เรียนบางครั้งละ "up" และเขียนว่า "back an argument" ซึ่งฟังดูไม่ครบถ้วน กริยาวลีคือ "back up" นอกจากนี้ "back up" ต้องการหลักฐานจริง ดังนั้นอย่าใช้เมื่อมีเพียงความคิดเห็นเพิ่มเข้ามา

บทสรุป

วลีทั้งห้านี้ ได้แก่ argue against, raise an objection, counter the claim, reach a conclusion และ back up an argument ทำแผนที่ขั้นตอนของการโต้วาทีหรือเรียงความ วลีเหล่านี้บ่งบอกการต่อต้าน ข้อกังวลที่เฉพาะเจาะจง การตอบกลับโดยตรง การตัดสินขั้นสุดท้าย และหลักฐานสนับสนุน เมื่อคุณอ่านบทเชิงวิชาการและบทอ่านข้อสอบ ให้มองหาสัญญาณเหล่านี้และใช้มันเพื่อติดตามโครงสร้าง ว่าการไม่เห็นด้วยเริ่มต้นที่ใด แต่ละฝ่ายตอบสนองอย่างไร และการถกสิ้นสุดที่ใด การเข้าใจภาษาของการให้เหตุผลในฐานะเครื่องมือ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดด้วยตนเอง เป็นหนึ่งในทักษะการอ่านที่มีประโยชน์ที่สุดที่คุณสามารถสร้างได้เพื่อความสำเร็จในการสอบ