Yield ไม่ได้แปลว่ากำไรเสมอไป: ภาษาอังกฤษเรื่องพันธบัตรแบบไม่ปวดหัว
ภาษาอังกฤษเรื่องพันธบัตรมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง คือฟังดูนิ่งมาก แต่ทำให้สมองเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ ได้ทันที พาดหัวบอกว่า "Yields rose as bond prices fell." รายงานอีกฉบับบอกว่าพันธบัตรมี 5% coupon, 4.2% yield และ total return อีกตัวหนึ่ง คุณจ้องประโยคนั้นแล้วคิดว่า "ตกลงมีใครได้เงิน หรือเสียเงินกันแน่?"
บทความนี้พูดเรื่องภาษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน เราไม่ได้ตัดสินว่าพันธบัตรใดดีหรือไม่ดี เรากำลังเรียนรู้ว่าในงานเขียนการเงิน คำอังกฤษอย่าง yield, coupon, return และ maturity ทำงานอย่างไร เพื่อให้รายงานไม่ดูเหมือนประตูล็อกที่มีคณิตศาสตร์ติดอยู่หน้าห้อง
กับดักใหญ่
ความหมายทั่วไปของ yield คือ "ให้ผลผลิต" หรือ "ทำให้เกิดผล" ฟาร์มอาจ yield apples โครงการอาจ yield results แต่ในภาษาอังกฤษเรื่องพันธบัตร yield มักหมายถึงอัตรารายได้ที่พันธบัตรให้ เมื่อเทียบกับราคาของมัน ฟังดูง่าย จนกว่าคุณจะสังเกตเห็นปัญหาหนึ่งอย่าง: ราคาขยับได้
พันธบัตรอาจจ่าย coupon คงที่เท่าเดิมทุกปี แต่ถ้าคนซื้อพันธบัตรนั้นในราคาที่สูงขึ้นหรือต่ำลง yield ก็เปลี่ยน นั่นคือเหตุผลที่ข่าวการเงินสามารถเขียนได้ว่า:
- "The bond pays a 5% coupon."
- "The bond's yield is now 4%."
- "The investor's total return was negative this year."
ทั้งสามประโยคอาจเป็นจริงพร้อมกันได้ เพราะกำลังตอบคนละคำถาม
Coupon: การจ่ายเงินตามกำหนดของพันธบัตร
Coupon คือดอกเบี้ยที่เขียนไว้ในเงื่อนไขของพันธบัตร ในอดีต ใบพันธบัตรมีคูปองกระดาษเล็ก ๆ ให้นักลงทุนตัดไปแลกรับเงิน กระดาษส่วนใหญ่หายไปแล้ว แต่คำยังอยู่ เพราะวงการการเงินชอบเก็บเฟอร์นิเจอร์เก่าไว้ในออฟฟิศใหม่
ถ้าพันธบัตรมี 5% coupon และมี face value 1,000 ดอลลาร์ ก็จะจ่ายปีละ 50 ดอลลาร์ โดยมักจ่ายสองครั้ง ครั้งละ 25 ดอลลาร์ ในภาษาอังกฤษ คุณจะเห็นวลีแบบนี้:
| Phrase | Meaning |
|---|---|
| The bond carries a 5% coupon. | อัตราดอกเบี้ยตามกำหนดต่อปีคือ 5% ของ face value |
| It pays interest semiannually. | จ่ายดอกเบี้ยปีละสองครั้ง |
| The coupon is fixed. | อัตราการจ่ายไม่เปลี่ยน |
| The bond has a floating coupon. | อัตราการจ่ายเปลี่ยนได้ตาม benchmark |
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคืออ่าน coupon เป็น "กำไรปัจจุบัน" coupon คือการจ่ายตามกำหนด ไม่ใช่ผลลัพธ์ทั้งหมด มันไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่าพันธบัตรวันนี้มีมูลค่าเท่าไร หรือผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าไรหลังจากราคาขยับ
Yield: อัตราที่สะท้อนจากราคาวันนี้
Yield ถามคำถามอีกแบบหนึ่ง: "เมื่อดูจากการจ่ายเงินและราคาของพันธบัตร ตอนนี้พันธบัตรนี้ให้อัตราเท่าไร?"
สมมติว่าบริษัทสมมติ Blue Desk Inc. ออกพันธบัตร face value 1,000 ดอลลาร์ พร้อม 5% coupon จ่ายปีละ 50 ดอลลาร์ ถ้าคุณซื้อที่ราคา 1,000 ดอลลาร์พอดี อัตรารายได้แบบง่าย ๆ ก็ดูเหมือน 5% แต่ถ้าราคาตลาดลดลงเหลือ 900 ดอลลาร์ เงินจ่าย 50 ดอลลาร์เท่าเดิมจะใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับราคาซื้อ yield จึงสูงขึ้น ถ้าราคาเพิ่มเป็น 1,100 ดอลลาร์ เงินจ่าย 50 ดอลลาร์เท่าเดิมจะเล็กลงเมื่อเทียบกับราคาซื้อ yield จึงลดลง
นี่คือความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่าง price กับ yield:
| If bond price... | Yield usually... | Why |
|---|---|---|
| rises | falls | เงินจ่ายคงที่แพงขึ้นเมื่อซื้อ |
| falls | rises | เงินจ่ายคงที่ถูกลงเมื่อซื้อ |
ดังนั้นเมื่ออ่านว่า "Yields climbed" อย่าเพิ่งนึกภาพเจ้าของพันธบัตรกำลังดีใจ yield ที่สูงขึ้นมักมาจากราคาพันธบัตรที่ลดลง พาดหัวไม่ได้บอกว่า "นักลงทุนพันธบัตรทำเงินได้มากขึ้นวันนี้" แต่บอกว่าอัตราตลาดขยับสูงขึ้น
Return: สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ลงทุน
Return คือผลลัพธ์ที่กว้างกว่า อาจรวมรายได้จาก coupon การเปลี่ยนแปลงราคา ค่าธรรมเนียม การเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ภาษี และเวลา พันธบัตรอาจจ่ายดอกเบี้ย แต่ยังมี return ติดลบในช่วงเวลาหนึ่งได้ ถ้าราคาลดลงมากพอ
ตัวอย่าง:
- Coupon income: +$50
- Price change: -$80
- Total before other costs: -$30
พูดแบบง่าย ๆ คือ พันธบัตรจ่ายรายได้ แต่ผู้ลงทุนยังขาดทุนในช่วงเวลานั้น เพราะราคาที่ลดลงมากกว่ารายได้ที่ได้รับ
นี่คือเหตุผลที่ yield กับ return ใช้แทนกันไม่ได้ ประโยคอย่าง "The bond yielded 5%" อาจบรรยายอัตรารายได้หรือมาตรวัดที่คาดไว้ ส่วนประโยค "The bond returned 5%" บรรยายผลการดำเนินงานในช่วงเวลาหนึ่ง กริยา returned ชี้ย้อนกลับไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนคำนาม yield มักชี้ไปยังอัตราที่มีอยู่หรือถูกสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
Yield to Maturity: ตัวเลขแบบ "ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด"
วลี yield to maturity ฟังเหมือนข้อสอบการเงินตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในย่อหน้า หมายถึงอัตราผลตอบแทนต่อปีโดยประมาณ ถ้าคุณซื้อพันธบัตรในราคาวันนี้ รับเงินจ่ายตามกำหนดทั้งหมด และถือไว้จนถึงวันครบกำหนด โดยสมมติว่าผู้ออกจ่ายเงินตามสัญญา
แยกวลีออกมา:
- yield: อัตราที่กำลังคำนวณ
- to: ไปจนถึง
- maturity: วันที่พันธบัตรครบกำหนดชำระคืน
Maturity ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์ พันธบัตรที่ mature ไม่ได้คุยเรื่องยาก ๆ ได้ดีขึ้น มันแค่ถึงวันที่เงินต้นควรถูกจ่ายคืน
วลีที่มีประโยชน์:
- "The bond matures in 2032." = เงินต้นครบกำหนดในปี 2032
- "A short-maturity bond" = พันธบัตรที่ครบกำหนดเร็ว
- "Longer maturities" = พันธบัตรที่วันชำระคืนอยู่ไกลกว่า
- "Hold to maturity" = ถือไว้จนถึงวันครบกำหนด ไม่ขายก่อน
กับดักคือ yield to maturity ไม่ใช่คำสัญญา มันขึ้นอยู่กับสมมติฐาน ถ้าผู้ออก default ถ้าคุณขายก่อน ถ้าพันธบัตรถูก called หรือถ้าเงินจ่ายถูกนำไปลงทุนต่อในเงื่อนไขที่ต่างออกไป ผลลัพธ์จริงอาจต่างจากตัวเลขนั้นได้
Price at a Discount, Price at a Premium
ราคาพันธบัตรมักถูกพูดถึงเมื่อเทียบกับ par หรือที่เรียกว่า face value ถ้า face value คือ 1,000 ดอลลาร์:
- พันธบัตรที่ซื้อขายต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ซื้อขาย at a discount
- พันธบัตรที่ซื้อขายสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ซื้อขาย at a premium
- พันธบัตรที่ซื้อขายที่ 1,000 ดอลลาร์ซื้อขาย at par
ในภาษาอังกฤษทั่วไป premium ฟังเหมือนของหรู แต่ในภาษาอังกฤษพันธบัตร มันแปลว่าอยู่เหนือ face value เท่านั้น ไม่ได้แปลว่า "ดีกว่า" โดยอัตโนมัติ พันธบัตร premium อาจมี coupon สูงกว่าอัตราตลาดปัจจุบัน คนซื้อจึงยอมจ่ายมากขึ้น
เช่นเดียวกัน discount ไม่ได้แปลว่า "ของถูกน่าซื้อ" โดยอัตโนมัติ พันธบัตรอาจซื้อขาย at a discount เพราะนักลงทุนคิดว่าเสี่ยงขึ้น เพราะอัตราตลาดเปลี่ยน หรือเพราะ coupon ต่ำเมื่อเทียบกับพันธบัตรใหม่กว่า
Default, Credit Risk และภาษาแบบ "ปลอดภัย"
อีกคำที่ทำให้สับสนคือ default ในเทคโนโลยี default หมายถึงค่ามาตรฐาน แต่ในภาษาอังกฤษเรื่องหนี้ default หมายถึงการไม่จ่ายเงินตามที่ต้องจ่าย ผู้ออกพันธบัตรอาจ default ได้ด้วยการพลาดจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้น
วลีที่พบบ่อย:
| Phrase | Meaning |
|---|---|
| The issuer defaulted. | ผู้ออกไม่จ่ายตามที่กำหนด |
| Default risk increased. | นักลงทุนมองว่าโอกาสไม่จ่ายสูงขึ้น |
| Credit spreads widened. | นักลงทุนต้องการ yield เพิ่มเพื่อชดเชย credit risk |
| The bond was downgraded. | สถาบันจัดอันดับลดอันดับเครดิต |
ระวังคำว่า safe งานเขียนการเงินอาจบรรยายพันธบัตรบางแบบว่า "safer" กว่าแบบอื่น แต่ "safer" เป็นการเปรียบเทียบ ไม่ใช่เวทมนตร์ มันหมายถึงความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงเลย
Headline Verbs for Bonds
พาดหัวเรื่องพันธบัตรใช้กริยากลุ่มเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อรู้จักแล้ว ประโยคจะผ่อนคลายลง
- Yields rose / climbed / jumped: yields เพิ่มขึ้น
- Yields fell / declined / slipped: yields ลดลง
- Prices rallied: ราคาขึ้น มักหลังจากอ่อนตัวมาก่อน
- Prices sold off: ราคาลดลงเพราะนักลงทุนจำนวนมากขาย
- Investors demanded higher yields: ผู้ซื้อต้องการผลตอบแทนชดเชยมากขึ้น
- The curve steepened: ช่องว่างระหว่าง yield ระยะสั้นกับระยะยาวกว้างขึ้น
- The curve flattened: ช่องว่างนั้นแคบลง
สังเกตว่า rally ฟังดูเป็นบวก แต่ต้องรู้ว่าอะไร rally ราคาพันธบัตรอาจ rally ในขณะที่ yields ลดลง Yields อาจ jump ในขณะที่ราคาพันธบัตรลดลง ประธานของกริยาสำคัญมาก
Don't Say This / Read It This Way
อย่าอ่านว่า: "The coupon is 5%, so the profit is 5%."
ให้อ่านว่า: "การจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดคือ 5% ของ face value ส่วน profit หรือ return ขึ้นอยู่กับราคาและเวลา"
อย่าอ่านว่า: "Yields rose, so bond investors earned more."
ให้อ่านว่า: "market yield ขยับสูงขึ้น ซึ่งมักเกิดเพราะราคาลดลง"
อย่าอ่านว่า: "The bond trades at a discount, so it is cheap in a good way."
ให้อ่านว่า: "พันธบัตรซื้อขายต่ำกว่า face value เหตุผลที่ต่ำกว่านั้นสำคัญ"
อย่าอ่านว่า: "Yield to maturity is guaranteed."
ให้อ่านว่า: "มันคืออัตราที่คำนวณจากสมมติฐาน ถ้าถือจน maturity และมีการจ่ายเงินตามกำหนด"
Mini Example
"Blue Desk Inc.'s 2032 bond, which carries a 5% coupon, fell to 92 cents on the dollar, pushing its yield to maturity above 6%. Analysts said the move reflected weaker demand for the company's debt."
เวอร์ชันง่าย:
- พันธบัตรครบกำหนดในปี 2032
- coupon ตามกำหนดคือ 5%
- ราคาลดลงต่ำกว่า face value
- เพราะราคาลดลง yield จึงสูงขึ้น
- ประโยคไม่ได้บอกว่านักลงทุนได้กำไร 6%
- มันบอกว่าตอนนี้ตลาดกำหนดราคาพันธบัตรให้ yield ที่คำนวณได้สูงกว่า 6% ภายใต้เงื่อนไขปกติ
Summary
Coupon คืออัตราการจ่ายตามกำหนด Yield คืออัตราที่เชื่อมกับราคาและเงินจ่ายที่คาดไว้ Return คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง Maturity คือวันที่ชำระคืน พันธบัตรอาจจ่ายดอกเบี้ยแต่ยังเสียมูลค่าได้ Yields อาจเพิ่มขึ้นเพราะราคาลดลง เมื่อแยกคำเหล่านี้ไว้คนละกล่อง ภาษาอังกฤษเรื่องพันธบัตรจะลึกลับน้อยลงมาก และพาดหัวการเงินจะไม่เหมือนพยายามชนะการประกวดเครื่องพ่นหมอกอีกต่อไป
